Free Web Site - Free Web Space and Site Hosting - Web Hosting - Internet Store and Ecommerce Solution Provider - High Speed Internet
Search the Web

๑ ความหมายและเหตุผลในการใช้ราชาศัพท์

๑ . ๑ ความหมายของคำว่า “ราชาศัพท์”

           ก่อนที่เราจะศึกษาสิ่งใด  จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องรู้ความหมายของสิ่งนั้นเป็นเบื้องต้น ก่อน  เพื่อว่าเมื่อศึกษากันจริงๆแล้วจะไดง่ายเข้า  เหมือนการท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆหากว่าเราได้รับรู้สภาพการณ์ทามภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนั้นเสียก่อนแล้ว  การท่องเที่ยวของเราก็จะมีแต่ความราบรื่นสะดวกสบาย  จะได้รับรู้ความเพลิดเพลินตามปรารถนาเลยทีเดียว

           คำว่า “ราขาศัพท์” เป็นศัพท์สมาสต่อกันระหว่าง ราชา และ ศัพท์    ราชาเป็นภาษาบาลี

สันสกฤต  แปลว่าผู้ที่ให้เกิดความพอใจ  ได้แก่พระเจ้าแผ่นดิน  ส่วน ศัพท์ เป็นภาษาสันสกฤต

แปลว่า  เสียง, คำ  คำยากที่ต้องแปล  เมื่อนำมาสมาสกันแล้ว  ราชาศัพท์ย่อมแปลตามรูปศัพท์ได้ว่าถ้อยคำที่ใช้สำหรับพระเจ้าแผ่นดิน

 

            ตำราภาษาไทยของพระยาศรีสุนทรโวหาร(น้อย  อาจาริยางกูร) กล่าวไว้ว่า “ต่อไปนี้จะว่าด้วยราชภาษาราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับราชตระกูลราชภาษาราชาศัพท์สำหรับผู้ที่จะทำราชการได้ใช้กราบทูลพระเจ้าอยู่หัว  สมมุติเรียกว่า  ราชาศัพท์  เป็นแบบแผยเยี่ยงอย่างมีมาแต่ก่อน  ให้ข้าราชการทั้งปวงเรียนรู้สังเกตจำคำไว้ให้แน่นอน  อย่าพลั้งพลาดในการที่จะกราบทูลพระกรุณาและเมื่อจะแต่งโคลง  ฉันท์  กาพย์  กลอน  จะได้ใช้คำให้ถูกสมความ”

 

             หลัภาษาไทยของพระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม  กาญจนาชีวะ)  ได้ให้ความหมายของราชาศัพท์ไว้ว่า  “ราชาศัพท์  แปลว่าศัพท์สำหรับพระราชาหรือศัพท์หลวง  แต่ในที่นี้หมายความว่าศัพท์ที่ใช้ในราชการเพราะในตำรานั้นบางคำไม่กล่าวเฉพาะกษัตริย์  หรือเจ้านายเท่านั้น  กล่าวทั่วไปสำหรับคำที่ใช้สำหรับบุคคลอื่นด้วย  เช่น  ขุนนาง  พระสงฆ์

 

              ในพจนานุกรม  ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พุทธศักราช  ๒๕๒๕  ได้ให้ความหมายไว่ดังนี้

“ราชาศัพท์  น.  คำเฉพาะที่ใช้สำหรับเพ็ดทูลพระเจ้าแผ่นดินและเจ้านาย,  ต่อมาหมายรวมถึงคำที่ใช้สำหรับพระภิกษุสงฆ์  ข่าราชการ  และสุภาพชน”

 

                ม.ล.  ปีย์  มาลากุล  กล่าวไว้ในการใช้ถ้อยคำราชาศัพท์ว่า  “ศัพท์ก็ดี  ถ้อยคำก็ดี  ในชั้นต้นก็เพียงมุ่งหมายให้เป็นถ้อยคำที่พระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์ทรงฟังได้    ต่อมาเนื่องจากความคลี่คลายของภาษา  ราขาศัพท์จึงได้มรสำหรับใช้กับพระภิกษุ  ข่าราชการและกว้างออกไปจนถึงคำสุภาพ”

 

              สำหรับบุคคลที่ผู้พูดจะต้องใช้ราชาศัพท์ด้วยนั้น  ม.ล.ปีย์   มาลากุล  ได้จำแนกไว้ ๕ ชั้นด้วยกัน คือ

              ๑.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ

              ๒.พระราชวงศ์หรือพระบรมวงศานุวงศ์

              ๓.พระภิกษุ

              ๔.ข้าราชการ

              ๕.บุคคลสามัญทั่วไป

 

               จากข้อความขั้นต้น  จะเห็นได้ว่า  คำว่า “ราชาศัพท์”  นั้นมิใช่ศัพท์ที่เกี่ยวกับเจ้าฟ้า   พระมหากษัตริย์เท่านั้น   แต่ยังรวมถึงพระภิกษุสงฆ์  ข้าราชการและคนทั่วไปอีกด้วย

 

                ดังนั้นถ้าจะให้นิยามความหมายของคำว่า  “ราชาศัพท์”  ก็คงจะนิยามได้ว่า  “หมายถึงระเบียบแห่งการใช้ถ้อยคำให้ถูกต้องตามฐานะของบุคคล  ซึ่งมีอยู่    ชั้น  คือ

               .พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ

              .พระราชวงศ์หรือพระบรมวงศานุวงศ์

              .พระภิกษุ

              .ข้าราชการ

              .บุคคลสามัญทั่วไป”

 

๑ . ๒ เหตุผลในการใช้ราชาศัพท์

               สังคมมนุษย์มีวิวัฒนาการอย่างหนึ่งซึ่งนับถือเป็นแบบอย่างกันมาช้านาน  นั่นก็คือการยกย่องให้เกียรติบุคคลที่เป็นหัวหน้า  หรือผู้ที่เป็นที่เคารพนับถือของชุมชน   จะเห็นได้ว่าทุกชาติจะมีคำสุภาพที่ใช้กันประมุข  หรือผู้ที่เขาเคารพนับถือ  จะมากหรือน้อยย่อมสุดแท้แต่ขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละชาติและจิตใจของประชาชนในชาตนั้นเป็นสำคัญ

               สำหรับประเทศไทยเรามรประเพณีในการนับถือบูชาประมุขสูงสุดมาก  ประชาชนส่วนใหญ่จงรักภักดีอย่างแนบแน่นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์สืบต่อมาแต

โบราณเลยทีเดียว

 

บรรพบุรุษของไทยเราจึงไม่อยากที่จะใช้คำพูดอันสามัญธรรมดากับพระมหากษัตริย์

 

๒ ยุคสมัยที่มีการใช้ราชาศัพท์และวิธีการใช้ราชาศัพท์

 

๒.๑ ยุคสมัยที่มีการใช้คำราชาศัพท์

             ยังไม่มีหลักฐานที่ระบุไว้แน่ชัดว่า  ราชาศัพท์  เริ่มมีใช้มาตั้งแต่สมัยไหน  เมื่อใด  แต่มีผู้รู้ได้สันนิษฐานกันไว้ว่าไทยเราได้มีการใช้ราชาศัพท์มาแต่สมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์  อันเป็นระยะเริ่มตั้งราชวงศ์สุโขทัยแล้ว  เพียงแต่ยังไม่แพร่หลายมากนัก  มาเริ่มใช้กันจริงมากหน่อยก็ในสมัยของพญาลิไท (พระธรรมราชาที่๑) กษัตริย์ที่ แห่งกรุงสุโขทัย   ซึ่งพระองค์ทรงเป็นนักปราชญ์ฉลาดในทางอักษรศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง   หนังสือสำคัญเล่มหนึ่งที่ได้พระราชนิพนธ์ว้  คือ

เตภูมิกถาหรือไตรภูมิพระร่วง  เป็นมรดกตกทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้

 

              ราชาศัพท์สมัยของพญาลิไทยังมีคำศัพท์ไม่มากนัก  เช่น  มีคำว่า  กุมาร  เสด็จ  บังคม  ปราสาท  พระราชทาน  พระองค์  พระราชโองการ  พระเจ้าแผ่นดิน  เป็นต้น

 

              ในตอนปลายกรุงสุโขทัย  ไทยเราได้รับเอาภาษาต่างประเทศมาใช้กันมากขึ้น   เพราะการติดต่อกันทางการค้า ประกอบกับบรรดา นักปราชญ์ ราชบัณฑิต ทั้งหลายต่าง  พยายามสรรหาถ้อยคำที่ไพเราะมาเพ็ดทูลพระเจ้าแผ่นดิน ทำให้ราชาศัพท์ยิ่งมีมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามคำราชาศัพท์ก็ยังไม่แพร่หลายมากนัก ชาวบ้านโดยทั่วไปยังใช้ถ้อยคำ  พื้นๆกันอยู่  การใช้ราชาศัพท์เป็นที่นิยมอยู่ในวงแคบๆภายในราชสำนักและผู้รู้บางท่านเท่านั้น

 

                เมื่อสิ้นสุดกรุงสุโขทัยเข้าสู่สมัยกรุงศรีอยุธยา ปรากฎว่าการใช้ราขาศัพท์ จะเป็นที่นิยมกันเป็นพิเศษ   มีการนำเข้าทางภาษามากขึ้นโดยเฉพาะภาษาเขมา  บาลี  และสันสกฤต  สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง(พระราชาธิบดีที่)  ทรงนิยมภาษาเขมรมาก  หลักฐานที่เห็นได้ชัดคือทรงใช้คำว่า “สมเด็จ”  นำหน้าพระนามของพระองค์  บรรดาพระราชบัญญัติ  พระราชกฤษฎีกา และพระราชกำหนดที่โปรดให้ตราขึ้น  ในรัชสมัยของพระองค์นั้นก็เต็มไปด้วยคำราชาศัพท์

 

                 เป็นอันว่าประเพณีการใช้ราชาศัพทได้เริ่มมาแต่สมัยสุโขทัยและมีเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

 

๒.๒ วิธีการใช้คำราชาศัพท์

                ในการใช้ราชาศัพท์  เมื่อเราพูดกับบุคคลผู้หนึ่ง   บุคคลนั้นนอกจากพระภิกษุแล้ว   จะไม่ใช้ราชาศัพท์สำหรับตนเองเลย   เช่น  เราทูลพระบรมวงศ์ว่า “ฝ่าพระบาทจะเสด็จไหน”  ท่านจะตอบว่า  “ฉัน จะ ไป ที่ โน่น ที่ นี่”  ไม่ ใช่ ตอบ ว่า “ฉัน จะ เสด็จ โน่น เสด็จ นี่”  แต่ถ้าเราถามพระภิกษุว่า “ท่านจะฉันอาหารแล้วหรือยัง?”  ท่านจะตอบว่า “อาตมาฉันอาหารแล้ว”  ถามว่า “ท่านสรงน้ำหรือยัง?”  ท่านจะตอบว่า “อาตมาสรงน้ำแล้ว”  เป็นต้น

 

              สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ได้ทรงอธิบายไว้ในหนังสือสาสน์สมเด็จว่า  “เจ้าพูดก็ไม่ใช้ราชาศัพท์สำหรับพระองค์เองเช่นจะว่า “ฉันเสวย” “ฉันบรรทม”

หามีไม่ย่อมใช้ภาษาที่พูดกันเป็นสามัญว่า  “ฉันกิน”  “ฉันนอน”  แม้พระเจ้าแผ่นดินก็ตรัสเช่นนั้น”

 

จากข้อความเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าการใช้ราชาศัพท์

             ๑.ใช้สำหรับสามัญชนพูดกับพระเจ้าแผ่นดิน  พระราชินีและพระบรมวงศานุวงศ์

             ๒.พระเจ้าแผ่นดิน  พระราชินีและพระบรมวงศานุวงศ์   จะไม่ทรงใช้ราชาศัพท์ยกย่องพระองค์เอง

             ๓.พระเจ้าแผ่นดิน  พระราชินีและพระบรมวงศานุวงศ์   จะไม่ทรงกล่าวราชาศัพท์เป็นการยกย่องเจ้านายที่มีฐานันดรศักดิ์ต่ำกว่าพระองค์  หรือยังทรงพระเยาว์   แต่มีข้อยกเว้น 2  ประการ

                ๓.๑ พระมหากษัตริย์จะทรงกล่าวราชาศัพท์แก่พระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงศักดิ์สูงกว่าพระองค์ทางสายโลหิต   อันหมายถึงผู้ที่สูงกว่าพระองค์โดยนับทางญาติ  เช่น  ปู่  ย่า  ตา  ยาย  พ่อ  แม่  ลุง  ป้า  อา  น้า  พี่  เป็นต้น  และพระบรมวงศานุวงศ์เหล่านั้นเป็นเจ้านาย

 

                ๓.๒ เจ้านายจะทรงกล่าวราชาศัพท์ระหว่างในกรณีที่ผู้กล่าวมีอิสริยยศต่ำกว่าผู้ฟัง

 ผู้กล่าวจะต้องใช้ราชาศัพท์กับผู้ฟัง  เช่น  เจ้านายมีศักดิ์เป็นอา  พูดกับหลาน  ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดิน  อาก็ต้องใช้ราชาศัพท์กับหลาน

 

                  สุปได้ว่า  หลักวิธีการใช้ราชาศัพท์นั้นต้องคำนึงถึงผู้ฟังเป็นสำคัญ  กล่าวคือจะต้องใช้คำให้เหมาะสมกับฐานะของผู้ฟังไม่ว่าผู้พูดจะเป็นใครก็ตามเว้นพระภิกษุสงฆ์เท่านั้น   ที่ต้องใช้คำสุภาพสำหรับตนเองด้วย

 

๓ ประโยชน์ของการศึกษาราชาศัพท์และที่มาของราชาศัพท์

 

๓.๑ ประโยชน์ของการศึกษาราชาศัพท์

    .ช่วยให้สามารถใช้ภาษาไทยได้ถูกต้อง  เหมาะสมกับชั้นของบุคคล  ทำให้ไม่มีปัญหาในการสื่อสาร

    ๒ได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมของชาติ  โดยที่ราชาศัพท์เป็นวัฒนธรรมทางภาษา  ที่มีความประณีตนุ่มนวล  และน่าฟัง

    ๓. ทำให้รู้คำศัพท์มากขึ้น  ได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ภาษาไทยที่ดี  ผู้รู้มากย่อมทำให้เกิดความคล่องแคล่วชำนาญ

    ๔.ช่วยฝึกฝนอบรมจิตใจผู้ศึกษาให้ประณีตในการใช้ภาษาและผลทำให้เป็นคนมีนิสัยสุขุมรอบคอบ  ละเอียดลออ

    ๕.ช่วยในการศึกษาวรรณคดีให้เข้าใจได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น   เพราะวิชาวรรณคดีใช้ราชาศัพท์มาก

    ๖.ช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพให้กับตนเอง  สามารถเข้าสมาคมกับผู้อื่นได้โดยไม่เคอะเขิน   ไม่เป็นที่เย้ยหยันของบุคคลอื่น  เพราะได้ศึกษาถ้อยคำที่ควรใช้กับบุคคลตามฐานะมาแล้ว

 

 

๓.๒ ที่มาของราชาศัพท์

      ราชาศัพท์มีที่มาหลายประการคือ  มาจาก

 

ภาษาบาลี

เข้ามาทางพระพุทธศาสนา  เพราะภาษาบาลีเป็นภาษาที่ใช้จารึกพระไตรปิฎกอันเป็นคัมภีร์สำคัญของพระพุทธศาสนา  ชาวพุทธถือกันทั่วไปว่าภาษาบาลีเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์  ต้องเคารพกราบไหว้   จนอาจกล่าวได้ว่าคำราชาศัพท์ที่มีมาแต่เดิมนั้นมาจากภาษาบาลีมากที่สุด  เช่น  พระรูป  พระราชบิดา  พระอัยกา  พระวักกะ  พระราชอาสน์  เป็นต้น

 

ภาษาสันสกฤต

เป็นภาษาโบราณของอินเดียเช่นเดียวกับภาษาบาลี   ก็เป็นภาษาที่ไทยเรานำมาใช้มาก  โดยเข้ามาทางศาสนาพราหมณ์  อันเป็นศาสนาที่คนไทยนับถือด้วยเช่นกัน(แต่มิใช่เป็นศาสนาหลักของชาติ) ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาสูงที่หราหมณ์ใช้ติดต่อกับพระผู้เป็นเจ้า   จึงเป็นภาษาอันศักดิ์สิทธิ์คู่ควรกับพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นสมมุติเทพ   ไทยเราจึงนำเอาภาษาสันสกฤตมาใช้เป็นคำราชาศัพท์  เช่น  พระเนตร  พระกรรณ  สวรรคต  เป็นต้น

 

ภาษาเขมร

ในสมัยโบราณชาติขอม (เขมรในปัจจุบันนี้) เป็นชาติที่ยิ่งใหญ่มีอารายธรรม  มีความเจริญสูงสุด

พระเจ้าแผ่นดินของขอมอยู่ในฐานะสมมุติเทพ  ทำให้ยอมรับว่าภาษาขอมนั้นย่อมจะต้องสูงส่งไปด้วย  จึงเกิดมีการเรียนรู้ภาษาขอมกันมากขึ้น   ได้ใช้ในทางคาถาอาคม  นิยมว่าเป็นของอันศักดิ์สิทธิ์   ยกย่องว่าเป็นของสูงเช่นเดียวกันศาสนา  ไทยจึงนำเอาภาษาขอมมาใช้เป็นคำราชาศัพท์เพื่อให้สมเกียรติแก่พระเจ้าแผ่นดิน

 

ภาษาไทย

โดยปกติภาษาไทยจะไม่นำมาใช้เป็นคำราชาศัพท์แต่จะนำมาใช้ได้ต่อเมื่อเอาไปนำหน้าภาษาอื่น  เช่น  มีพระดำรัส   เป็นพระราชโอรส  น้ำจัณฑ์  หรือใช้วิธีปรุงแต่งคำขึ้น  เช่น  พระที่นั่ง 

ช้างทรง  เป็นต้น 

 

ภาษาอื่น ๆ

คำราชาศัพท์ที่นำมาจากภาษาอื่นนั้นน้อยมาก  แต่ก็มีมาประปราย  เช่น  พระสุหร่าย  จากภาษาเปอร์เซีย  พระเก้าอี้  จากภาษาจีน

คำนามราชาศัพท์

 

                 คำนามราชาศัพท์ คือ คำราชาศัพท์ที่ใช้เรียกชื่อสิ่งของต่างๆ คำนามราชาศัพท์ที่ใช้กันอยู่นี้  ส่วนใหญ่เป็นคำที่มาจากภาษาเขมร   ภาษาบาลีและสันสกฤต  และคำนาม   ราชาศัพท์บางคำก็ใช้คำนามสามัญเปลี่ยนแปลงให้แปลกกว่าธรรมดาเพื่อใช้สำหรับพระมหากษัตริย์และเจ้านาย

 

  วิธีเปลี่ยนคำนามสามัญให้เป็นคำนามราชาศัพท์มีหลายวิธีต่อไปนี้

                 ๑.ถ้าคำนามสามัญนั้นเป็นคำไทยที่ใช้เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์หรือพระราชินี   ในฐานะที่เป็นเครือญาติ  ยวดยาน  สัตว์  พาหนะ  หรือสถานที่   ให้ใช้คำว่า  “หลวง”  “พระที่นั่ง”  หรือ  “ต้น” ต่อท้ายคำนามนั้น   เช่น   ลูกหลวง   หลานหลวง   เรือต้น  เป็นต้น

หมายเหตุ

 

ก.     คำว่า “ในหลวง”  เป็นคำนามสามัญที่บุคคลทั่วไปใช้เรียกพระมหากษัตริย์  ไม่นับเป็นคำราชาศัพท์

 

ข.     คำว่า “เขาหลวง  เมียหลวง  ทะเลหลวง”  แปลว่าใหญ่และมิได้เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์จึงไม่นับว่าเป็นคำราชาศัพท์

 

                 ๒. ถาคำนามสามัญนั้นเป็นคำไทยที่ใช้เกี่ยวข้องกับเชื้อพระวงศ์หรือเจ้านาย  ให้ใช้คำว่า “ทรง” “ที่นั่ง”  ประกอบท้ายคำนามนั้น

 

หมายเหตุ

 

                 เฉพาะคำว่า  “รถ”  หรือ  “เรือ”  ถ้าใช้สำหรับฝ่ายในให้ใช้คำว่า “พระประเทียบ” 

ประกอบข้างหลัง  เช่น  รถพระประเทียบ  เรือพระประเทือบ  ฯลฯ

 

                 ๓. ถ้าคำนามสามัญนั้นเป็นคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤต  แต่นำมาใช้เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์หรือเชื้อพระวงศ์  เป็นชื่อของกริยาอาการและความเปนไปได้  เครือญาติ  บริวาร  เครื่องใช้  ให้ใช้คำว่า “พระ”  นำหน้า เช่น   พระเนตร  พระวักกะ ฯลฯ

หมายเหตุ

 

                 คำไทยและคำเขมรบางคำใช้คำว่าพระนำหน้าก็ได้  เช่น  พระฉาย  พระแสง  พระขนง 

พระอู่  ฯลฯ

 

                 ๔.ถ้าคำนามสามัญนั้นเป็นคำที่มาจากภาษา บาลี  สันสกฤตซึ่งนำมาใช้เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะหรือเกี่ยวข้องกับ  สมเด็จพระราชชนนี   พระราชบิดา   พระราชอาสน์   เพื่อแสดงให้เห็นความสำคัญยิ่งกว่าข้อ 3 ให้ใช้คำว่า “พระราช”  นำหน้าคำนามนั้น   เช่น  พระราชชนนี  พระราชบิคา  พระราชครู  ฯลฯ

 

หมายเหตุ

 

                 คำว่า  “พระราช”  ตามปกติแล้วใช้คำที่นำหน้าภาษาบาลี  สัสกฤต เป็นพื้น  แต่บางทีก็นำมาใช้กับคำไทยบางคำ  เช่น  พระราชดำริ   พระราชวัง  ฯลฯ

 

                 ๕.ถ้าคำนามสามัญนั้นเป็นคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤตแต่นำมาใช้เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์และพระพุทธเจ้า   เพื่อแสดงพระเกียรติอันยิ่งใหญ่เหนือคนอื่น   เป็นคำนามที่แสดงความสำคัญยิ่งกว่าข้อ ๔  ให้ใช้คำว่า “พระบรม”  นำหน้า  เช่น  พระบรมเดชานุภาพ  ฯลฯ

 

                 จะใช้คำว่า “พระบรมราช”  เมื่อเอ่ยถึงพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ  เช่น 

พระบรมราชาภิเษก  ฯลฯ

 

                 ใช้คำว่า “พระบรมพุทธ”  เมื่อบ่งบอกถึงพระพุทธเจ้า  เช่น  พระบรทพุทโธวาท

 

                 ๖.ถ้าคำนามสามัญนั้นกล่างถึงสิ่งของทั่งไปของพระมหากษัตริย์  อันเป็นการกล่าวกลางๆธรรมดาๆ ให้ใช้คำว่า “ราช”  นำหน้าคำนามนั้น  เช่น  ราชบุตร  ราชรถ  ราชธานี  ฯลฯ

 

                 ๗.ถ้าคำนามสามัญนั้นเป็นชื่อที่ประทับของพระมหากษัตริย์และมีเศวตฉัตรประกอบด้วยให้ใช้คำว่า “พระที่นั่ง”  นำหน้าคำนามนั้น  เช่น  พระที่นั่งจักรีมหาประสาท  ฯลฯ

 

๘.ถ้าคำนามสามัญนั้นเป็นคำไทยที่กล่าวถึงเชื้อพระวงศ์  ให้ใช้คำว่า  “พระเจ้า”  “เสด็จ”  หรือ “สมเด็จ”  นำหน้า  เช่น  พระเจ้าปู่  พระเจ้าย่า  เสด็จแม่  ฯลฯ  ถ้าเป็นบาลีสันสกฤตให้ใช้ดังนี้

 

                 ก.คำ  “พระราช”  นำหน้า  ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์  เช่น  พระราชมารดา  

พระราชอนุชา  พระราชชนนี  ฯลฯ

 

                 ข.คำ “พระ” ใช้สำหรับเชื้อพระวงศ์   เช่น  พระอัยกา  พระอนุชา  ฯลฯ

 

                 ๙.สำหรับการออกพระนามเดิมของพระราชาทั่งไป  ให้ใช้คำสามัญนามนำหน้าว่า 

“สมเด็จพระเจ้า”  “สมเด็จพระ”  หรือ  “พระเจ้า”  เช่น     สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช 

พระเจ้านโปเลียน  ฯลฯ

 

๑๐.ถ้าคำนามสามัญเป็นคำที่ใช้ประกอบข้างหน้าหรือข้างหลังคำนามราชาศัพท์เพื่อบ่งบอกลักษณะสิ่งของนั้นๆ  ว่าเป็นสิ่งของชนิดใดมีลักษณะอย่างไรให้ใช้คำสามัญไม่ต้องเปลี่ยนเป็นคำราชาศัพท์  เช่น  พานพระศรี  หีบพระศรี  ถาดพระสุธารส   พระโอสถมวน  ฯลฯ

 

จากวิธีการเปลี่ยนคำนามสามัญเป็นคำราชาศัพท์

เราพอจะสรุปได้ดังนี้

 

                 ๑.พระบรมราช   ใช้นำหน้าคำนามสามัญที่สำคัญยิ่ง    เพื่อต้องการยกย่องเชิดชูพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์   เพื่อแสดงให้เห็นถึงอำนาจของพระองค์

 

                 ๒.พระบรม  นำหน้านามสามัญเพื่อใช้เจาะจงพระมหากษัตริย์  เพื่อเชิดชูพระราชอิสริยยศของพระองค์  เช่น  พระบรมเดชานุภาพ  ฯลฯ

 

                 ๓.พระราช  นำหน้านามสามัญสำคัญรองรงมาจาก “พระบรม”  ใช้เฉพาะ พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระบรมราชินี  เช่น  พระราชกุศล  ฯลฯ

 

                 ๔.พระ  นำหน้าคำนามสามมัญทั่วไป  สำหรับพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์เพื่อให้แตกต่างจากสามัญชนทั่วไป   คำส่วนใหญ่ที่ใช้จะเกี่ยวกับเครื่องใช้สอย   ส่วนต่างๆของร่างกายและที่เกี่ยวกับร่างกาย

 

                 ๕.ราช  นำหน้าคำนามสามัญเพื่อให้เป็นคำราชาศัพท์ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์

 

                 ๖.พระเจ้า  สมเด็จ และเสด็จ   ใช้นำหน้าคะนามสามัญที่เป็นคำไทย  ที่บอกตำแหน่งพระญาติ   ซึ่งเป็นเจ้านายด้วยกัน  เช่น  พระเจ้าปู่  ฯลฯ

 

                 ๗.สมเด็จพระเจ้า  สมเด็จพระ  และพระเจ้า  ใช้นำหน้าพระนามเดิมของพระราชาทั่วไป

 

                 ๘.ต้น  หลวง  พระที่นั่ง  และ ทรง   ใช้ตามหลังคำไทยที่บอกเครือญาติ  ยวดยาน 

สัตว์พาหนะ  หรือสถานที่  เช่น  ม้าต้น   ช้างพระที่นั่ง  ฯลฯ

 

                 ๙.พระที่นั่ง   ใช้นำหน้าคำนามสามัญที่เป็นชื่อที่ประทับพระราชาและมีเศวตฉัตร 

 

                 ๑๐.ทรง  ที่นั่ง ใช้ตามหลังคำนามสามัญให้เป็นคำนามราชาศัพท์ที่เกี่ยวกับเจ้านาย

เช่น  ช้างทรง  รถที่นั่ง  ฯลฯ

 

ตัวอย่างคำราชาศัพท์

หมวดร่างกาย

คำราชาศัพท์

คำสามัญ

พระเจ้า (พระมหากษัตริย์)

หัว

พระเศียร (พระราชวงศ์)

หัว

ศีรษะ (คนธรรมดา)

หัว

เส้นพระเกษธาตุ (พระพุทธเจ้า)

เส้นผม

พระเจ้า (พระเจ้าแผ่นดิน)

เส้นผม

พระเกศา

ผม

พระเกศ

ผม

พระศก

ผม

พระจุฑามาศ

มวยผม

พระเวณิ

ผมเปีย

พระเมาลี, พระโมลี

ผมจุก

ไรพระเกศา

ไรผม

พระพักตร์

หน้า

พระนลาฏ

หน้าผาก

พระราศี

ผิวหน้า

พระขนง, พระภมู

คิ้ว

พระจักษุ

ดวงตา

พระเสวตรเนตร

ตาขาว

พระกาฬเนตร

ตาดำ

หนังพระเนตร

หนังตา

พระตจะ

หนัง

พระโลมะจักษุ

ขนตา

ขอบพระเนตร

ขอบตา

พระอัสสุชล

น้ำตา

มูลพระจักษุ

ขี้ตา

พระนาสา, พระนาสิก

จมูก

มูลพระนาสิก

ขี้มูก

พระปราง

แก้ม

พระกรรณ

ใบหู

พระโสต

ช่องหู

พระมัสสุ

หนวด

พระทาฐิกะ

เครา

พระโอษฐ์

ริมฝีปาก

พระทนต์

ฟัน

พระทาฐะ

เขี้ยว

พระชิวหา

ลิ้น

พระเขฬะ

น้ำลาย

พระหนุ

คาง

พระกัณฑ์

คอ

พระรากขวัญ

ไหปลาร้า

พระอังสา

บ่า

พระอังสกุฎ

ไหล่

พระกรรปุระ

ศอก

พระกโบร

ข้อศอก

พระกร

แขน (ศอกถึงมือ)

พระพาหา

ต้นแขน

พระพาหุ

ปลายแขน

พระกัจฉะ

รักแร้

พระหัตถ์

มือ

พระองคุลี

นิ้วมือ

พระดัชนี

นิ้วชี้

พระมัชฌิมา

นิ้วกลาง

พระอนามิกา

นิ้วนาง

พระกนิษฐา

นิ้วก้อย

พระนขา

เล็บ

เลขานขา

ทาเล็บ

พระทรวง

ยอดอก

พระอุระ

อก

พระถัน

นม

พระกษีระ

น้ำนม

พระอุทร

ท้อง

พระอันตคุณ

พุง

พระนาภี

สะดือ

พระกฤษฎี

บั้นเอว

พระโสณี

สะโพก

พระปฤษฎางค์

หลัง

พระที่นั่ง

ก้น

พระคุยหฐาน

อวัยวะที่ลับ

พระทวาร

ตูด

พระบังคนหนัก

อุจจาระ

พระบังคนเบา

ปัสสาวะ

พระเพลา

ขา ตัก

พระชานุ

เข่า

พระปราษณี

ส้นเท้า

ฝ่าพระบาท

ฝ่าเท้า

พระโลมา

ขน

พระฉวีวรรณ

ผิวหนัง

พระฉายา

เงา

พระยอด

ฝี

พระเสโท

เหงื่อ

พระเมโท

ไคล

พระบุพโพ

น้ำหนอง น้ำเหลือง

พระอสา

สิว

พระอุหลบ

ระดู

พระโลหิต

เลือด

พระมังสา

เนื้อ

พระวรกาย

ร่างกาย

พระบรมอัฐิ (พระมหากษัตริย์)

กระดูก

พระอัฐิ (พระบรมวงศานุวงศ์)

กระดูก

พระอังคาร

กระดูกที่เผาแล้ว

พระบรมศพ (พระมหากษัตริย์)

ศพ

พระศพ (พระบรมวงศานุวงศ์)

ศพ

พระอัสสาสะ

ลมหายใจเข้า

พระปัสสาสะ

ลมหายใจออก

พระลลิกา

ไขข้อ

พระชีพจร

ชีพจร

พระราชหฤทัย

หัวใจ

พระปัปผาสะ

ปอด

พระยกนะ

ตับ

พระวักกะ

ไต

พระอันตะ

ไส้

พระกิโลมกะ

พังพืด

พระปิหกะ

ม้าม

พระปิตตะ

น้ำดี, ดี

พระนหารุ

เอ็น

พระสกุน

รก

พระมัตถลุงค์

มันสมอง

พระประสาทรูป

เส้นประสาท

 

บรรณานุกรม

                 ไพโรจน์ อยู่มณเฑียร, หลักราชาศัพท์ (ฉบับสมบูรณ์), กรุงเทพฯ : รุ่งแสงการพิมพ์, ๒๕๓๖ .

 

Home PRHELP MAINBOARD pranitee_r@yahoo.com